Cover ImageForeground Image

โรงงานขนาดเล็กต้องเสียภาษียังไง

HeartPNG
doteyedotlike
copy

โรงงานขนาดเล็กต้องเสียภาษีอะไรบ้าง? สรุปภาษีเงินได้ VAT หัก ณ ที่จ่าย ภาษีป้าย และภาษีที่ดิน พร้อมแนวทางวางแผนภาษีให้ถูกต้องตามกฎหมาย

  การทำโรงงานขนาดเล็ก แม้จะไม่ได้มีขนาดใหญ่โตหรือมีรายได้ระดับมหาศาล แต่ก็ยังถือว่าเป็น “นิติบุคคล” หรือ “ผู้ประกอบการ” ที่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายภาษีของไทยเหมือนกัน หลายคนอาจเข้าใจว่าธุรกิจเล็กไม่จำเป็นต้องเสียภาษี หรือเสียเฉพาะบางส่วนเท่านั้น ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะไม่ว่าจะเป็นโรงงานผลิตสินค้าขนาดเล็กในครัวเรือน หรือโรงงานขนาดย่อมที่มีลูกจ้างไม่กี่คน หากมีรายได้จากการดำเนินกิจการ ก็มีหน้าที่ต้องเสียภาษีอย่างถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด การรู้ว่าต้องเสียภาษีประเภทใดบ้าง เช่น ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือภาษีโรงเรือนและที่ดิน จะช่วยให้ผู้ประกอบการวางแผนการเงินได้ชัดเจน ไม่ต้องมาปวดหัวภายหลังเมื่อตรวจสอบภาษีย้อนหลัง อีกทั้งยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจในระยะยาว บทความนี้จึงจะพาไปดูว่า โรงงานขนาดเล็กควรรู้เรื่องภาษีอะไรบ้าง ต้องเสียแบบไหน และควรจัดการอย่างไรให้ถูกต้องและคุ้มค่าที่สุดสำหรับเจ้าของกิจการมือใหม่ในยุคนี้.


1. ทำไมโรงงานขนาดเล็กถึงต้องเสียภาษี?

  เพราะตามกฎหมายแล้ว โรงงานไม่ว่าจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ หากมีรายได้จากการประกอบกิจการ ก็ถือว่าเป็น “ผู้มีหน้าที่เสียภาษี” ทั้งในส่วนของภาษีรายได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม (ถ้าเข้าเกณฑ์)   การเสียภาษีไม่ใช่แค่หน้าที่ตามกฎหมายเท่านั้น แต่ยังช่วยให้โรงงานดู “น่าเชื่อถือ” ในสายตาคู่ค้า สถาบันการเงิน และลูกค้า ซึ่งมีผลต่อการขอสินเชื่อ หรือการขยายกิจการในอนาคตด้วย


2. ภาษีหลัก ๆ ที่โรงงานขนาดเล็กต้องรู้

2.1 ภาษีเงินได้ (Income Tax) โรงงานขนาดเล็กมักจัดตั้งในรูปแบบ “นิติบุคคล” เช่น บริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด ซึ่งจะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิในแต่ละปี

อัตราภาษีปีล่าสุด (อัปเดตจากกรมสรรพากร)

  • ถ้ามีกำไรสุทธิไม่เกิน 300,000 บาท → ได้รับยกเว้นภาษี
  • กำไรสุทธิเกิน 300,000 บาท แต่ไม่เกิน 3,000,000 บาท → เสียภาษี 15%
  • กำไรสุทธิเกิน 3,000,000 บาท → เสียภาษี 20%

  หมายเหตุ: ถ้าโรงงานจดทะเบียนเป็นบุคคลธรรมดา (เช่น เจ้าของคนเดียว) จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามขั้นบันได (5%–35%) แทน


2.2 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)   ถ้าโรงงานของคุณมีรายได้ต่อปีเกิน 1.8 ล้านบาท ตามกฎหมายต้อง จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ทันที
  เมื่อลงทะเบียนแล้ว จะต้องคิด VAT 7% จากการขายสินค้า และสามารถนำภาษีซื้อจากวัตถุดิบหรือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องมาหักออกได้

ตัวอย่าง:

  • โรงงานขายสินค้าได้ 100,000 บาท → ต้องคิด VAT 7,000 บาท
  • แต่ถ้าวัตถุดิบที่ซื้อมาเสีย VAT ไปแล้ว 3,000 บาท → ภาษีที่ต้องนำส่งจริงคือ 4,000 บาท

  ถ้าโรงงานยังมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ 1.8 ล้านบาทต่อปี ก็ยังไม่จำเป็นต้องจด VAT แต่ควรเตรียมระบบบัญชีไว้ให้พร้อม เพราะเมื่อยอดขายโตขึ้น ก็จะต้องเข้าสู่ระบบภาษีนี้แน่นอน

2.3 ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) โรงงานที่มีการว่าจ้างบุคคลหรือบริษัทอื่น เช่น ช่างซ่อมเครื่องจักร บริษัทขนส่ง หรือฟรีแลนซ์ ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่จ่ายค่าจ้าง

อัตราภาษีจะขึ้นอยู่กับลักษณะงาน เช่น

  • ค่าจ้างทั่วไป → หัก 3%
  • ค่าเช่า → หัก 5%
  • ค่าบริการวิชาชีพ เช่น วิศวกร สถาปนิก → หัก 3%

ภาษีที่หักไว้จะต้องนำส่งกรมสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป

2.4 ภาษีป้าย (สำหรับโรงงานที่ติดป้ายโฆษณา)

  ถ้าโรงงานมีป้ายชื่อบริษัท ป้ายผลิตภัณฑ์ หรือป้ายโฆษณาหน้าโรงงาน ต้องเสีย ภาษีป้าย ให้กับเทศบาลหรืออบต. อัตราภาษีจะคิดตามขนาดและลักษณะของป้าย เช่น

  • มีชื่อบริษัทอย่างเดียว → เสียภาษี 3 บาทต่อตารางเซนติเมตร
  • มีรูปภาพหรือข้อความโฆษณา → เสียภาษี 10 บาทต่อตารางเซนติเมตร

2.5 ภาษีโรงเรือนและที่ดิน   หากโรงงานเป็นเจ้าของที่ดินหรืออาคาร ต้องเสีย ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตามมูลค่าประเมิน โดยคิดปีละครั้ง (ชำระภายในเดือนเมษายนของทุกปี)   อัตราภาษีของอสังหาริมทรัพย์ประเภท “พาณิชยกรรม/อุตสาหกรรม” อยู่ที่ประมาณ 0.3%–0.7% ของมูลค่าประเมิน

ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ.2543 บริษัทต้องจัดทำบัญชีและงบการเงินอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และยื่นงบต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายใน 150 วันนับจากวันสิ้นรอบบัญชี

3. โรงงานเล็กควรจัดการบัญชีและภาษียังไงดี?

เจ้าของโรงงานหลายคนเริ่มต้นจากธุรกิจเล็ก ๆ และมักจะไม่ค่อยให้ความสำคัญกับบัญชีมากนัก แต่จริง ๆ แล้ว การมีระบบบัญชีที่ดีคือหัวใจของการคำนวณภาษีที่ถูกต้อง

คำแนะนำ:

  1. เปิดบัญชีธนาคารแยกจากส่วนตัว เพื่อให้ตรวจสอบรายรับรายจ่ายได้ชัดเจน
  2. เก็บเอกสารทุกใบ ทั้งใบเสร็จ ใบกำกับภาษี ใบโอนเงิน เพราะเป็นหลักฐานในการหักค่าใช้จ่าย
  3. ใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ เช่น FlowAccount, PEAK หรือ MyAccountant เพื่อช่วยบันทึกข้อมูลอัตโนมัติ
  4. จ้างนักบัญชีมืออาชีพ ถ้างานเยอะ เพราะช่วยให้รายงานและภาษีถูกต้องตามกฎหมาย

    “ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ.2543 บริษัทต้องจัดทำบัญชีและงบการเงินอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และยื่นงบต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายใน 150 วันนับจากวันสิ้นรอบบัญชี”

4. เทคนิควางแผนภาษีสำหรับโรงงานขนาดเล็ก
  • ภาษีไม่จำเป็นต้องเป็น “ภาระ” เสมอไป ถ้าวางแผนดี ๆ ก็สามารถ “จ่ายน้อยลงแต่ถูกต้องตามกฎหมาย” ได้ เช่น
  • หักค่าใช้จ่ายได้เต็มที่ — ค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าขนส่ง ค่าเช่าเครื่องจักร หรือแม้แต่ค่าโทรศัพท์ที่ใช้ในการดำเนินงาน สามารถนำมาหักภาษีได้
  • ลงทุนในเครื่องจักรใหม่ — หากโรงงานซื้อเครื่องจักรที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ สามารถใช้สิทธิ์ “ค่าเสื่อมราคา” เพื่อหักภาษีได้หลายปี
  • ใช้สิทธิ์ยกเว้นภาษีสำหรับ SMEs — ปัจจุบันกรมสรรพากรมีนโยบายลดอัตราภาษีสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • อย่าลืมยื่นภาษีล่วงหน้า (ครึ่งปี) — โรงงานต้องยื่นภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) ภายในเดือนสิงหาคม และภาษีสิ้นปี (ภ.ง.ด.50) ภายในเดือนพฤษภาคมปีถัดไป เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับและดอกเบี้ย

5. ถ้าไม่เสียภาษีจะเกิดอะไรขึ้น?

  หลายโรงงานขนาดเล็กอาจคิดว่า “แค่รายได้ไม่เยอะ คงไม่ต้องเสียภาษี” แต่จริง ๆ แล้วถ้าถูกตรวจสอบย้อนหลัง อาจเจอทั้ง ค่าปรับ คิดดอกเบี้ยย้อนหลัง และเสียเครดิตทางธุรกิจ   นอกจากนี้ การไม่ยื่นภาษีหรือยื่นไม่ตรงเวลาอาจทำให้ไม่สามารถขอสินเชื่อจากธนาคาร หรือเข้าร่วมโครงการสนับสนุนจากภาครัฐได้


6. สรุปภาพรวม: ภาษีของโรงงานขนาดเล็กไม่ยาก ถ้าวางระบบดี

  ภาษีไม่ใช่เรื่องน่ากลัว หากเข้าใจระบบตั้งแต่ต้น โรงงานขนาดเล็กสามารถเริ่มจาก

  1. จดทะเบียนให้ถูกต้อง
  2. เก็บเอกสารบัญชีให้ครบ
  3. ยื่นภาษีตรงเวลา
  4. วางแผนใช้สิทธิ์ยกเว้นภาษีหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับ SMEs

เพียงเท่านี้ก็สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกลัวถูกตรวจย้อนหลัง และยังเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับกิจการอีกด้วย สงสัยด้านไหนติดต่อ Biggerland ได้เลยครับ

copy

บทความอื่นๆ